แก้วไดอารี่ เว็บบอร์ด

กระดาน [ข่าวคราว-HIV]
เฉพาะสมาชิกเท่านั้น



กระทู้สำหรับคนมาใหม่และไม่รู้เรื่องเอดส์
เชื้อไวรัสเอชไอวี


เชื้อไวรัสเอชไอวี ตรวจพบครั้งแรกในเลือดของผู้ป่วยชาวคองโกในปี 1959 ปัจจุบันพบว่า เชื้อไวรัสเอชไอวีที่สำคัญ มีเพียงสองชนิด คือ HIV type 1 (HIV-1) และ HIV type 2 (HIV-2) จากการศึกษาจีโนมของไวรัสเอชไอวีทั้งสองชนิด ย้อนหลังไปหลายสิบปี พบว่า HIV-1 เริ่มติดต่อสู่คนครั้งแรกเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1930 ส่วน HIV-2 เริ่มติดต่อสู่คนครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1940-1950 เชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งสองชนิด มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกับไวรัสก่อโรคในลิง ที่มีชื่อเรียกว่าไวรัสเอสไอวี (SIV) ย่อมาจาก simian immunodeficiency virus; simian หมายถึงสัตว์จำพวกลิง (=ape, monkey)

เชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งสองชนิด มีที่มาแตกต่างกัน โดยเชื้อไวรัส HIV-1 มาจากลิง chimpanzee ที่อาศัยอยู่ในแถบแอฟริกากลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pan troglodytes ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเชื้อไวรัส HIV-1 กลายพันธุ์มาจากเชื้อไวรัสเอสไอวีในลิง ที่เรียกว่า SIVcpz ส่วนไวรัส HIV-2 มาจากลิงคนละชนิดกัน โดยเป็นลิงท้องถิ่นที่เรียกว่า sooty mangabey ซึ่งอาศัยอยู่ตามชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกจาก Senegal ถึง Ivory Coast ต่อมาพบว่าเชื้อ HIV-2 กลายพันธุ์มาจากเชื้อไวรัส SIVsm สำหรับลิง sooty mangabey มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cercocebus atys ทั้งนี้และทั้งนั้นพบว่าเชื้อไวรัส HIV-1 และ HIV-2 มีชิ้นส่วนดีเอ็นเอเหมือนกันร้อยละ 40-60

ในระยะแรกๆ พบว่า มีปัญหาในการตรวจแยกเชื้อไวรัสเอชไอวี เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อจะตายทุกวัน จนกระทั่งในปี 1984 Montagnier และ Gallo สามารถแยกเชื้อไวรัสเอชไอวีได้เป็นครั้งแรก และอีกสองปีต่อมา ในปี 1986 พบว่า เชื้อ HIV-2 สามารถตรวจพบได้เลือดของผู้ป่วยที่มาจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก

ลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อไวรัสเอชไอวี

เชื้อ HIV-1 เป็นอาร์เอ็นเอไวรัส ชนิดสายเดียว จีโนมมีความยาว 9 กิโลเบส ประกอบไปด้วยยีน 9 ชนิดควบคุมการสร้างโปรตีน โปรตีนที่สำคัญ ของเชื้อไวรัสเอ็ชไอวี ได้แก่ โปรตีนโครงสร้าง หรือที่เรียกว่า structural proteins ได้แก่ Gag, Pol, และ Env โปรตีนควบคุมการทำงานของไวรัส เรียกว่า regulatory proteins ได้แก่ Tat, Rev โปรตีนที่ทำหน้าที่เสริม หรือ accessory
proteins ได้แก่ Vpu, Vpr, Vif, และ Nef

ชนิดหลักๆ ของเชื้อ HIV-1 ได้แก่ M (main), N (new), และ O (outlier) ในกลุ่ม M group ซึ่งพบได้มากถึงกว่าร้อยละ 90 ทั่วโลก แบ่งเป็น 9 ชนิดย่อย เรียกว่า clades กำหนดให้เรียกเป็นลำดับตัวอักษร A-D, F-H, J, และ K ในสหรัฐอเมริกาและทางยุโรปตะวันตก พบชนิด Clade B มากที่สุด แตกต่างจากที่พบในเอเชียและแอฟริกา ความหนาแน่นของไวรัสพบมากที่สุดในทวีปแอฟริกา บริเวณส่วนที่อยู่ใต้ทะเลทรายซาฮารา ยาต้านไวรัสที่ผลิตในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้ผลดีในการทำลายเชื้อเอชไอวีชนิด clade B เมื่อนำยาต้านไวรัสไปใช้ในบริเวณอื่นๆ การตอบสนองต่อการรักษาอาจแตกต่างไปได้บ้าง รวมทั้งกลไกการดื้อยาที่เกิดจากมิวเตชั่น ความแตกต่างและความหลากหลายของสายพันธุ์เชื่อไวรัสเอชไอวี มีความสำคัญในการพัฒนาวัคซีนเป็นอย่างมาก
แอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อต่อต้านไวรัส และปฏิกิริยาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-lymphocyte จะมีความจำเพาะเจาะจงสูง

การนำไปประยุกต์ใช้เพื่อผลิตเป็นวัคซีน

วัคซีนเอดส์ทดลองที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในขณะนี้ แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ วัคซีนป้องกันและวัคซีนรักษา วัคซีนป้องกันนั้นเพื่อป้องกันคนที่ยังไม่ได้ติดเชื้อเพื่อไม่ให้ติดเชื้อ ในขณะที่วัคซีนรักษานั้นเพื่อกระตุ้นภูมิให้คนที่ติดเชื้อแล้วสามารถควบคุมเชื้อให้อยู่ในระดับต่ำและมีอาการน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ วัคซีนที่ผลิตจากชิ้นส่วนโปรตีนของเชื้อเอชไอวี เรียกว่า subunit protein vaccine เป็นการตัดเอาบางส่วนของโปรตีนจากเชื้อที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ โดยที่ชิ้นโปรตีนดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ในคน ตัวอย่างโปรตีนดังกล่าวคือ จีพี 120 (gp 120) และจีพี 160 (gp160) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ตัดมาจากส่วนหนามที่มีอยู่รายรอบตัวเชื้อ

วัคซีนชนิดที่ได้จากการสอดใส่สารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีเข้าไป รวมกับสารพันธุกรรมของไวรัสอื่น หรือเชื้อแบคทีเรียตัวอื่น ซึ่งจะใช้เชื้อที่สามารถเข้าสู่เซลล์คนได้แต่ไม่ก่อให้เกิดโรค เรียกว่า live vector vaccine สารพันธุกรรมของเชื้ออื่นเปรียบเสมือนพาหนะที่นําสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีเข้าสู่เซลล์มนุษย์ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

วัคซีนที่ได้จากการสอดใส่สารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีเข้าไปในสารพันธุกรรมจากเชื้ออื่นเช่น เชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า พลาสมิด (plasmid) แล้วนําเอาสารพันธุกรรมผสมดังกล่าวมาฉีดเป็นวัคซีน หรือเรียกว่า วัคซีน ดี-เอ็น-เอ (DNA) เป็นการเอาเฉพาะสารพันธุกรรมของเชื้ออื่น มาซ่อนหรือ สอดใส่สารพันธุกรรมของเอชไอวีเข้าไป วัคซีนดีเอ็นเอเข้าสู่เซลล์คนได้จากการถูกกินจากเม็ดเลือดขาวที่คอยเก็บกินสิ่งแปลกปลอม แล้วย่อยเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เก็บผลผลิตจากการย่อยส่วนหนึ่งไว้ เพื่อส่งให้กับเม็ดเลือดขาวบัญชาการและเกิดกระบวนการจดจําสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ เพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ถ้าเผอิญไปเจอกับเชื้อเดิมอีกในอนาคต

การติดเชื้อในเด็กและสตรี

ปัจจุบันอัตราการติดเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มเด็กหญิง และสตรีทั่วโลกมีสัดส่วน 47% จากจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 39 ล้านคน โดยอัตราการติดเชื้อเอดส์ของกลุ่มเด็กหญิง และสตรีนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 6% นับจากปี 2540 ทั้งนี้เนื่องจาก ปัญหารอบด้านทั้งในเรื่องสภาวะทางร่างกายตามธรรมชาติของผู้หญิง ไปจนถึงปัจจัยด้านการศึกษา ความเชื่อ ความยากจน และที่สำคัญคือ บทบาททางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแถบแอฟริกา และเอเชีย จากสถิติขององค์การสหประชาชาติบ่งชี้ว่า กลุ่มเด็กหญิงและสตรี มีความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวที่แยกแยะเป็นการติดเชื้อจากสามี การถูกบังคับขืนใจ ความเชื่อในบางพื้นที่ในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริสุทธิ์ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ไม่มีการป้องกันระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ ในหลายๆ พื้นที่ค่านิยมทางสังคมที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงด้อยโอกาสทั้งด้านการศึกษา ไปจนถึงการบริการทางการแพทย์เมื่อตรวจพบเชื้อ

สถานการณ์ในประเทศไทย

ปัจจุบันเมืองไทย จำนวนผู้ติดเชื้อในภาพรวมลดลง แต่เมื่อดูในรายละเอียด กลุ่มเยาวชน นิสิตนักศึกษาติดเชื้อเพิ่มขึ้น ขณะนี้ทั่วประเทศมีผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีอาการ 374,827 ราย เป็นเยาวชน อายุ 15-24 ปี กว่า 3 หมื่นคน ผู้ติดเชื้อต่างก็มีปัญหาคล้ายๆ กันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพกาย กำลังใจ อาชีพการงาน โดยเฉพาะเรื่องความเข้าอกเข้าใจ และการยอมรับจากสังคมทั่วไป จึงมีผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือกันและกันในเรื่องต่างๆ เช่น พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนปัญหา และประสบการณ์ที่ได้เจอะเจอเมื่อติดเชื้อเอดส์ ตลอดจนแนวทางแก้ไขที่แต่ละคนเคยใช้ เมื่อคนในกลุ่มมีปัญหา ให้กำลังใจกันและกัน และช่วยหาทางแก้ปัญหา ช่วยกันคิดค้น และหาทางเลือกอาชีพที่เหมาะกับสภาพร่างกายเมื่อเจ็บป่วย หรืออ่อนแอลงจนไม่สามารถทำงานเดิมที่เคยทำได้ จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ติดเชื้อ เช่น อบรมเรื่องการรับยา การทำสมาธิ การเยี่ยม เพื่อเป็นกำลังใจและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ จัดเตรียมกองทุนที่ช่วยอุดหนุนผู้ติดเชื้อที่เดือดร้อน เรื่องเจ็บป่วยหรืออาชีพ ช่วยกันหาทางทำให้คนทั่วไปในสังคมเข้าใจ และยอมรับผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์ เช่น จัดกิจกรรมที่น่าสนใจ หาโอกาสบรรยายเผยแพร่ความรู้เรื่องเอดส์ตามที่ต่างๆ การเข้าร่วมกลุ่มผู้ติดเชื้อ ช่วยให้ผู้ติดเชื้อหลายคนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีทางออก และมีคุณค่ามากขึ้น

ความไม่รู้ ความหวาดระแวง และความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเราในเรื่องเอดส์ ส่งผลให้มีการบังคับตรวจเลือดเอดส์ในหลายกรณี ทั้งการสมัครงาน เข้าเรียน การทำประกันชีวิต หรือแม้แต่การสมัครเข้าเป็นสมาชิก ธกส. และเมื่อพบว่าติดเชื้อหลายคนถูกให้ออกจากงาน ขาดโอกาสที่จะเข้าเรียน แม้แต่เด็กเล็กก็ยังถูกกีดกันไม่ให้เข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในโรงพยาบาลยังมีการโน้มน้าวเชิงบังคับ ให้ผู้ติดเชื้อที่ท้องทำหมัน การเปิดเผยความลับของผู้ติดเชื้อ ยังคงเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ติดเชื้อ และครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความไม่เป็นธรรมด้วยการละเมิด และลิดรอนสิทธิในเรื่องเอดส์ ควรที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่ง และเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข ทั้งโดยการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยแนวทางที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน หยุดการใช้ภาพอาการที่น่ารังเกียจ และถ้อยคำกล่าวโทษ หรือที่น่ากลัวในการรณรงค์การสร้าง กระบวนการบังคับใช้กฏหมาย ในการเอาผิดแก่ผู้ทำการละเมิดให้เกิดขึ้นจริง แต่สิงที่สำคัญ คือ การสร้างความตระหนักในสิทธิให้แก่ผู้ติดเชื้อ และประชาชนทั่วไป ในการที่จะส่งเสียงเรียกร้องกระตุ้น เมื่อมีการละเมิดหรือลิดรอน เพื่อยุติความไม่เป็นธรรมในสังคมอันเนื่องมาจากเอดส์ร่วมกัน

โรคเอดส์เป็นภาระของสังคม รัฐบาลต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ เฉพาะยาต้านไวรัสขั้นพื้นฐานและโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ 8.5 หมื่นบาทต่อคนต่อปี ถ้าต้องดูแลรักษาตลอดชีวิตเฉลี่ยคนละ 2 ล้านบาท หากเชื้อดื้อยาก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 4 ล้านบาท ในปี 2549 กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าว่าจะลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกิน 1.6 หมื่นคน และในปี 2551 จะต้องมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกิน 7,500 คน

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ



taworn09220's Profile จากคุณ :- taworn09220 Mail to taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:08 แจ้งลบ
 
 





ความคิดเห็นที่ 1
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:09
taworn09220's Profile


โรคเอดส์


โรคเอดส์ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome มีชื่อโดยย่อว่า AIDS = เอดส์

โรคเอดส์ คือ โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถต่อสู้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่าคนปกติ

ขณะนี้โรคเอดส์กำลังระบาดในทวีปอเมริกา ยุโรป อาฟริกา แคนนาดา โรคนี้ได้ติดต่อมาถึงบางประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย

โรคเอดส์เกิดจากอะไร

โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัส มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV)

โรคเอดส์เป็นกับใครบ้าง

โรคเอดส์ส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทย มักเกิดในพวกรักร่วมเพศ ชายที่เปลี่ยนคู่บ่อย ๆ ปัจจุบันพบว่าเกิดในพวกรักต่างเพศได้ โดยเฉพาะในเพศชายที่ชอบเที่ยวโสเภณี



โรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร

โรคเอดส์ติดต่อกันได้หลายทาง แต่ที่สำคัญ และพบบ่อย ได้แก่

การร่วมเพศกับผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือมีเชื้อโรคเอดส์
การรับถ่ายเลือดจากผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือมีเชื้อโรคเอดส์
การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์


จากแม่ที่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคเอดส์ ติดต่อไปถึงลูกที่อยู่ในครรภ์
โรคเอดส์ไม่ติดต่อโดยการเล่นด้วยกัน รับประทานอาหารร่วมกัน เรียนร่วมกัน ไปเที่ยวด้วยกัน หรืออยู่ในครัวเรือนเดียวกัน หากไม่มีความเกี่ยวข้องทางเพศ



อาการของโรค

หลังจากได้รับเชื้อโรคเอดส์เข้าไปในร่างกายแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 เดือน จึงตรวจพบเลือดบวกต่อโรคเอดส์ ผู้ที่ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน ระยะฟักตัวก่อนมีอาการแตกต่างกันมากจาก 2-3 เดือน ถึง 5-6 ปี ประมาณกันว่า 25-30% ของผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 5 ปี อีก 70% จะไม่มีอาการ แต่จะเป็นพาหะของโรค และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

อาการที่พบในผู้ป่วยโรคเอดส์

อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
มีไข้นานเป็นเดือน ๆ
ต่อมน้ำเหลืองโต
ท้องเดินเรื้อรังจากโรคพยาธิ
มีแผลในปาก และตามผิวหนัง
มีอาการทางสมอง เช่น ชัก อัมพาต
โรคติดเชื้อต่าง ๆ โดยเฉพาะปอดบวมจากพยาธิ เชื้อรา วัณโรค ฯลฯ
มะเร็งของต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือด และสมอง ฯลฯ
การวินิจฉัย

โรคเอดส์วินิจฉัยได้จากอาการข้างต้น ประกอบกับการตรวจเลือดบวกต่อโรคเอดส์ วิธีการตรวจเลือดมี 2 วิธี วิธีแรกเรียกว่า Elisa ถ้าพบว่าเลือดบวก จะตรวจยืนยันโดยวิธี Western Blot การตรวจเลือดนี้ไม่จำเป็นต้องทำในคนทั่วไป แต่ควรตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคนี้สูง ซึ่งได้แก่พวกรักร่วมเพศ ผู้หญิง และชายบริการ ผู้ที่ได้รับการถ่ายเลือดบ่อย ๆ ผู้ติดยาทางเส้นเลือด

การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่แทรกซ้อนซึ่งไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะผู้ป่วยขาดภูมิต้านทาน และมักเสียชีวิตเนื่องจากโรคติดเชื้อ


การป้องกัน

ไม่สำส่อนทางเพศ ควรสมถุงยางอนามัยเวลาร่วมเพศกับคนแปลกหน้า พยายามอย่าเปลี่ยนคู่นอนในหมู่รักร่วมเพศ อย่าร่วมเพศกับผู้ป่วย หรือสงสัยว่าเป็นโรคเอดส์
ก่อนรับการถ่ายเลือด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้บริจาคเลือดไม่มีเชื้อโรคเอดส์
อย่าใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือร่วมกับผู้ติดยาเสพติด






แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 2
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:10
taworn09220's Profile


ความปลอดภัยของโลหิตที่ใช้กับคนไข้


เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเอดส์ที่หลายคนสงสัยก็คือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า โลหิตที่ใช้กับคนไข้ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเวลานี้ปลอดภัยจากเชื้อเอดส์

โดยทั่วไปโลหิตที่ใช้กับคนไข้ของทุก ๆ โรงพยาบาลในปัจจุบันนี้ เป็นโลหิตที่ได้รับการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาสละโลหิตส่วนเกินของร่างกายมอบให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย และสาขาบริการโลหิตแห่งชาติในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย

ก่อนที่จะนำโลหิตเหล่านั้นมาใช้กับคนไข้ ก็จะมีการตรวจจากห้องปฏิบัติการหลายขั้นตอนตามมาตรฐานศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ดังนี้ค่ะ

ตรวจหาหมู่โลหิต ระบบ ABO และระบบ Rh (อาร์-เอช)
ตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์
ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี
ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี
ตรวจซิฟิลิส
ทดสอบความเข้าใจกันได้ระหว่างโลหิตของผู้บริจาคกับของคนไข้
และนี่คือขั้นตอนการตรวจของสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดซึ่งมีมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ

ดังนั้น โลหิตที่ผ่านการตรวจอย่างเรียบร้อยทุกขั้นตอน นอกจากจะแน่ใจได้ว่าปลอดภัยจากเชื้อไวรัสเอดส์แล้ว ยังปลอดภัยจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี และซิฟิลิส อีกด้วยค่ะ




แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 3
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:11
taworn09220's Profile


การรักษา


การค้นคว้าวิจัยในการรักษาโรคเอดส์ได้กระทำกันอย่างต่อเนื่องหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นในแพทย์แผนปัจจุบันทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเซีย หรือแม้กระทั่งความพยายามของนักวิจัยค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่พยายามทดลองใช้สมุนไพรหลาย ๆ อย่าง เพื่อหาทางรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครพบคำตอบที่ต้องการ

สำหรับการรักษาที่กระทำกันในปัจจุบันนั้น เป็นเพียงแค่ยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์ ที่จะช่วยชลอการทำลายของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่มีหน้าที่หลักในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยานี้จะเข้ามาช่วยลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสเอดส์ในร่างกาย

การให้ยารักษาในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นโดยใช้ยาเพียงตัวเดียวก่อน ส่วนการใช้ยาหลายตัวร่วมกันหรือการใช้สลับกันนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาเป็นสำคัญ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผลการรักษาโรคเอดส์ในปัจจุบัน ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร การป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อโรคเอดส์เป็นเรื่องที่สำคัญมากในสถานการณ์ทุกวันนี้

ส่วนการทดลองวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถหาข้อสรุปว่าจะได้วัคซีนที่หลายคนกำลังรอคอยหรือไม่ ดังนั้นทั้งยารักษาและวัคซีนป้องกันโรคเอดส์จึงยังเป็นความฝันของมนุษยชาติทั่วโลก




แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 4
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:11
taworn09220's Profile


โรคเอดส์ไม่ติดต่ออย่างไร?


ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในทุกส่วนของโลก รวมทั้งประเทศไทยล้วนเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นความรู้ความเข้าใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยทุกคนควรทราบว่าเอดส์ติดต่อและไม่ติดต่อในกรณีใดบ้าง จะได้มีความรู้ในการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม ไม่วิตกกังวลจนเกิดเหตุ เอดส์มีหนทางการติดต่อหลัก ๆ อยู่ 2 วิธี นั่นคือ ทางเพศสัมพันธ์และทางเลือด ซึ่งในกรณีหลังอาจเกิดจากการใช้เข็มและกระบอกฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ การได้รับเลือดที่มีเชื้อเอดส์ หรือการถูกของมีคมที่มีเชื้อเอดส์

แต่โรคเอดส์จะไม่ติดต่อในการดำเนินชีวิตประจำวันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารร่วมกัน การใช้โทรศัพท์สาธารณะ การใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือกระทั่งการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำสาธารณะทั่วไป กิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คุณติดเชื้อเอดส์ค่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ติดเชื้อเอดส์ ก็อย่าตั้งข้อรังเกียจหรือระมัดระวังอย่างไร้เหตุผลนะคะ เพราะความเข้าใจและความรัก คือ สิ่งที่ผู้ติดเชื้อเอดส์ต้องการมากที่สุด และมีส่วนอย่างมากกับการดุแลสุขภาพให้แข็งแรง




แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 5
จากคุณ :- การตรวจหาเชื้อโรคเอดส์(taworn09220) Sat 30 Sep 2549 10:12
taworn09220's Profile


การตรวจหาเชื้อโรคเอดส์


ก่อนที่เราจะคุยกันเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อโรคเอดส์ คงต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าปัจจุบันนี้การที่เราจะตรวจว่าใครได้รับเชื้อเอดส์หรือไม่นั้น เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อเอดส์โดยตรงนะคะ หากแต่เป็นการตรวจผ่านทางเลือดและน้ำลาย เพื่อค้นหาสารที่ร่างกายสร้างขึ้นในเวลาที่ได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป สารนี้เรียกง่าย ๆ ว่า สารบวกเอดส์ หรือ แอนตี้ บอดี้

แต่สารบวกเอดส์หรือแอนตี้บอดี้จะไม่สามารถตรวจพบได้ทันที หลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยงมาใหม่ ๆ หากต้องรอหลังจากรับเชื้อมาแล้วประมาณ 6-12 สัปดาห์ หรือบางกรณีอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือน ดังนั้นการตรวจหาเชื้อโรคเอดส์ จึงต้องดูจากประวัติหรือพฤติกรรมของผู้ไปรับการตรวจด้วย เพราะอาจได้ผลลบปลอม สร้างความเข้าใจผิดว่าไม่ติดเชื้อเอดส์ ทั้งที่ความจริงแล้วติด เพียงแต่ร่างกายยังไม่ทันได้สร้าง แอนตี้บอดี้ หรือ สารบวกเอดส์ ขึ้น ทำให้เกิดการเข้าใจผิดและแพร่กระจายเชื้อโรคเอดส์ต่อไปโดยไม่ได้ระมัดระวัง

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังตัดสินใจที่จะรับการตรวจหาเชื้อโรคเอดส์ มีข้อแนะนำว่าควรหาสถานที่ตรวจซึ่งมีบริการให้คำปรึกษาก่อนการตรวจ เพื่อย้ำความตั้งใจและเตรียมความพร้อม นอกจากนี้ควรเป็นการตรวจแบบไม่ต้องแจ้งชื่อ และมีบริการปรึกษาหลังการตรวจอีกครั้งเพื่อแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ในกรณีที่โชคร้ายผลการตรวจออกมาว่ามีการติดเชื้อโรคเอดส์จริง


แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 6
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:13
taworn09220's Profile


โรคเอดส์คืออะไร?


เอดส์ คือ โรคที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง หรือ เสื่อมไปเพราะถูกทำลายโดยเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า เอชไอวี (HIV) หรือเชื้อเอดส์

เอดส์ เขียนใน ภาษาอังกฤษว่า A I D S ประกอบด้วยตัวย่อจากคำต่าง ๆ 4 คำนั่นคือ

A มาจาก Acquired หมายถึงการเกิดขึ้นภายหลังไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด
I มาจาก Immune หมายถึง ภูมิคุ้มกัน
D มาจาก Deficiency หมายถึง การขาดแคลน
S มาจาก Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการ

ดังนั้น โรคเอดส์ จึงหมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย ภายหลังจากที่ได้รับเชื้อไวรัสโรคเอดส์เข้าไป ภูมิคุ้มกันที่ว่าก็คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในกระแสโลหิต ซึ่งปกติทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันดักจับทำลายเชื้อโรคร้ายที่เข้ามา แต่เมื่อใดที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอดส์ เชื้อไวรัสชนิดนี้ก็จะเข้าไปทำลายเซลเม็ดเลือดขาว ทำให้ประสิทธิภาพในการเป็นภูมิคุ้มกันร่างกายเสียไป ไม่สามารถดักจับเชื้อโรคจากภายนอกที่ล่วงล้ำเข้ามาในร่างกายได้เหมือนเดิม เป็นผลให้เจ็บไข้ไม่สบายได้ง่ายจากโรคติดเชื้อต่าง ๆ อาทิ ท้องเสีย หวัด วัณโรค และโรคผิวหนังต่าง ๆ เป็นต้น

เอดส์ พบครั้งแรกในทวีปแอฟริกา จากนั้นก็แพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของโลกอย่างรวดเร็ว กลายเป็นโรคร้ายที่น่าสะพรึงกลัว คร่าชีวิตผู้คนชาวโลกไปมากมายก่อนวันอันควร และจนถึงวันนี้ ยังไม่มีวิธีหรือยาอันใดที่สามารถรักษาให้หายขายได้ เอดส์ จึงเป็นโรคร้าย เราควรจะได้ทำความรู้จักและเข้าใจ เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเราและคนที่เรารักค่ะ



บทความที่เกี่ยวข้อง
เชื้อไวรัสเอชไอวี
ถาม-ตอบ เราจะติดเอดส์ได้จากไหนบ้

แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 7
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:13
taworn09220's Profile


การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย


ตามที่ท่านทราบดีอยู่แล้วว่า การติดต่อของเอดส์มีอยู่ 2 วิธีหลัก ๆ คือ ทางเพศสัมพันธ์และทางเลือดเพื่อให้ท่านระมัดระวังเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ ขอแนะนำวิธีที่ปลอดภัย ดังนี้ค่ะ

หากไม่ใช่คู่สมรสของท่าน ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และต้องใช้อย่างถูกวิธี ดังนี้ การฉีกซองถุงยางอนามัยต้องระวังไม่ให้เล็บสัมผัส เพราะอาจทำให้ถุงยางฉีกขาดได้ บีบที่กระเปาะตรงปลายปล่อยให้แฟบ และสวมถุงยางให้หุ้มตลอดอวัยวะเพศชาย หากจะใช้สารหล่อลื่นช่วย ควรใช้ชนิดที่เป็น gel ล้างน้ำออกได้ อย่าใช้สารหล่อลื่นเป็นน้ำมัน เช่น วาสลีน ซึ่งอาจทำลายถุงยางให้แตกขาดได้
ไม่ควรใช้ปากกับอวัยวะเพศ
หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำอสุจิ หรือ หากมีเลือดออกระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีบาดแผลอยู่ในตัวขณะนั้น
เนื่องจากสามารถหาเชื้อเอดส์ในน้ำลาย แม้จะปริมาณที่น้อยก็ตามจึงควรหลีกเลี่ยงการจูบซึ่งจะสัมผัสน้ำลายซึ่งกันและกัน
หวังว่าท่านจะได้ทราบวิธีการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยแล้วนะคะ และวิธีที่ปลอดภัยที่สุดน่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์กับคู่สมรสคนเดียวเท่านั้น และสำหรับผู้ที่ยังไม่มีคู่สมรส ขอแนะนำว่าควรสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองนาจะปลอดภัยที่สุดเช่นกัน


แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 8
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:13
taworn09220's Profile


การปฏิบัติตนสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์


คำแนะนำต่อไปนี้คือแนวทางสำหรับท่านที่ติดเชื้อเอดส์ หรืออาจจะมีผู้ที่ติดเชื้อเอดส์อยู่ในครอบครัว เพื่อการปฏิบัติตนและดูแลสุขภาพสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างถูกต้องเหมาะสม

ข้อแนะนำที่ 1 ไม่รับเชื้อโรคเอดส์เข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถกระทำได้โดย

ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ ลดคู่ร่วมเพศลง
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ติดชื้อเอดส์แล้วทั้งคู่
เลิกใช้ยาเสพติด หากเลิกไม่ได้ก็ไม่ควรใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น
ข้อแนะนำที่ 2 รักษาภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ข้อนี้สามารถกระทำได้โดย

ปรับตัว ปรับใจ เพื่อยอมรับสภาพความเป็นจริงของร่างกาย และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือเก็บตัวอยู่คนเดียว และสามารถคบหาสมาคมกับผู้อื่นได้ตามปกติ แต่ไม่ควรบอกให้ผู้อื่นทราบ ยกเว้นผู้ที่คุณวางใจได้ว่าจะไม่นำความลับนี้ไปเปิดเผย
สร้างคุณค่าให้กับวันเวลาในปัจจุบัน โดยการทำสิ่งดี ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคม
บำรุงร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลียงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ไข่ลวก, ของหมักดอง, ซอส, ลาบ, ลู่, แหนม, ฯลฯ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดบุหรี่, เหล้า, เบียร์, และยาเสพติดทุกชนิด
อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน ไม่พยายามอยู่ในที่แออัด และสำหรับผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีฝุ่นมาก ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากเริ่มมีอาการผิดปกติใด ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เช่น รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รวมทั้งงดการใช้ยาที่ไม่จำเป็นทุกชนิด

แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 9
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:14
taworn09220's Profile


การป้องกัน


วิธีที่จะทำให้การป้องกันโรคเอดส์ได้ผลดีอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้แก่ทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่ เพราะการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน มีตัวเลขการติดเชื้อโรคเอดส์ที่สูงขึ้นตลอดเวลา การให้ความรู้จึงต้องเน้นให้ตระหนักว่าเอดส์เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นปัญหาสังคมที่มีผลกระทบต่อทุกคน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจช่วยแก้ไขปัญหา

การป้องกันที่ได้ผล ควรเริ่มต้นจากการที่มีความรู้ว่า โรคเอดส์สามารถแพร่กระจายมาสู่ตัวเราได้ด้วยวิธีใดบ้าง เพราะการที่เชื้อเอดส์จะเข้าสู่ร่างกายเราได้นั้น มักเกิดจากการที่ตัวเราไม่รอบคอบระมัดระวังเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีประมาณ 80 % หรือการติดต่อทางเลือด จากการใช้เข็มและกระบอกฉีดยาเสพติดร่วมกันกับผู้มีเชื้อโรคเอดส์ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ทั้งสิ้น

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเจตคติและค่านิยมทางเพศ ไปในทิศทางที่เหมาะสม จึงเป็นเรื่องจำเป็น อย่าลืมนะคะว่า ความสุขในครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่า และต้องอาศัยความรับผิดชอบของทุกฝ่าย โดยเฉพาะคุณพ่อและสามีที่น่ารักทุกท่าน ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มแม่บ้านและทารก เอดส์จะไม่มีทางย่างกรายมาสู่ตัวท่านได้เลย ถ้าท่านไม่สมยอม

ย้ำกันอีกครั้งว่า เอดส์รักษาไม่หาย แต่ป้องกันได้ด้วยตัวคุณเองค่ะ




แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 10
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:14
taworn09220's Profile


การติดต่อและแพร่กระจาย


เอดส์เป็นโรคติดต่อที่จะทำให้เกิดโรคเฉพาะในคนเท่านั้น และเมื่อเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายของคนเรา ก็จะกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ มากน้อยไม่เท่ากัน และสำหรับแหล่งที่พบเชื้อเอดส์ในปริมาณมาก ได้แก่ เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำอสุจิ น้ำช่องคลอด สมอง และน้ำหล่อเลี้ยงสมอง

แหล่งที่พบได้น้อย ได้แก่ น้ำตา น้ำลาย น้ำนม น้ำคร่ำ น้ำไขข้อ ส่วนแหล่งที่แทบจะไม่พบเชื้อเอดส์เลย คือ อุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ

ทราบแหล่งสะสมของเชื้อเอดส์แล้ว ก็คงจะเดากันได้นะคะว่าเอดส์ติดต่อโดยวิธีใดได้บ้าง โดยทั่วไปเอดส์ติดต่อได้ 2 วิธีหลัก ๆ ค่ะ นั่นก็คือ

ทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง ชายกับชาย หรือ หญิงกับหญิง ไม่ว่าจะใช้อวัยวะเพศทั้ง 2 ฝ่าย อวัยวะเพศกับทวารหนัก หรือ ใช้ปากกับอวัยวะเพศ ก็ทำให้เกิดการติดต่อโรคได้ทั้งสิ้น เราพบว่า 80 % ของผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์
ทางเลือด ได้แก่ ผู้ติดยาเสพติดที่ใช้กระบอกและเข็มฉีดยาติดร่วมกับผู้ที่มีเชื้อเอดส์ หรือทารกในครรภ์มารดาที่มีเชื้อเอดส์ก็จะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 25-30 นอกจากนี้ผู้ป่วยที่รับเลือดซึ่งมีเชื้อเอดส์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกของมีคม ซึ่งปนเปื้อนเลือดที่มีเชื้อเอดส์ตำหรือบาด ก็มีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้เช่นกัน ส่วนการรับประทานอาหารร่วมกันใช้ห้องน้ำร่วมกัน ใช้สระว่ายน้ำร่วมกัน เหล่านี้ไม่ทำให้ติดเชื้อเอดส์ค่ะ
จะเห็นได้ว่าโอกาสที่เราจะติดเชื้อเอดส์มีน้อยมาก โดยเฉพาะถ้ามีความระมัดระวัง มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องใดไม่ควรกระทำ หรือเรื่องใดควรระวังป้องกันเป็นพิเศษ ถ้าคุณฟ้งเรื่องนี้ ในขณะที่ติดเชื้อเอดส์แล้ว เราหวังว่าข้อมูลที่กล่าวมาคงจะเป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่พลาดพลั้งทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว




แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 11
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:15
taworn09220's Profile


อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์


แม้ว่าโรคเอดส์จะยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ถ้าผู้ติดเชื้อเอดส์รู้ตัวได้เร็ว มีการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ก็สามารถจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไปได้อีกหลายปีทีเดียวล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นลองฟังดูนะคะว่า อาการนำที่พบได้บ่อย ๆ ในผู้ติดเชื้อเอดส์ นั้นมีอะไรบ้าง

มีไข้ต่ำ ๆ เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นตลอดเวลา มีเหงื่อออกมาตอนกลางคืน
น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว กว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวในระยะเวลา 1 เดือน เบื่ออาหาร อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย
ต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้เป็นก้อนขนาดโตกว่า 1-1.5 เซนติเมตร หลายตำแหน่ง เช่น บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ
มีอาการทางจิตประสาท เช่น ความจำเสื่อม อารมณ์แปรปรวนเปลี่ยนแปลงง่าย และอาจมีอาการทางสมอง เช่น แขนขาชา อัมพาตครึ่งซีก ชักกระตุก
มีฝ้าขาวที่ลิ้นและช่องปากเป็นเวลานานเกิน 2 สัปดาห์
มีเริมที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ มักเป็นชนิดลุกลามและเป็นอยู่นาน
มีอาการกลืนเจ็บ กลืนติด กลืนลำบาก สาเหตุเกิดจากเชื้อราในช่องปากลุกลาม ลงไปที่หลอดอาหารส่วนต้น ทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ
มีผื่นสีม่วงแดงหรือตุ่มสีม่วงขึ้นตามผิวหนัง แขน ขา ลำตัว หน้า ศีรษะ อวัยวะเพศ และในช่องปาก
มีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือถ่ายเป็นมูกเลือด
มีอาการตามัว มองเห็นไม่ชัด และอาจตาบอด เนื่องจากจอตาอักเสบ
มีไข้ ซึม หมดสติ และชักกระตุก เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
มีอาการไข้ หอบ เหนื่อย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ สาเหตุมาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ
อาการเริ่มต้นทั้ง 12 ข้อนี้ มักพบได้บ่อย ๆ ในผู้ติดเชื้อเอดส์ แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่ติดเชื้อเอดส์ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการคล้ายคลึงกับที่กล่าวมา แล้วเกิดความวิตกกังวลไม่แน่ใจก็อย่าเพิ่งตีความไปเองนะคะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะกระจ่างชัดขึ้นมาได้ก็ด้วยการตรวจเลือดวิธีเดียวเท่านั้นค่ะ


แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 12
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:15
taworn09220's Profile


โรคติดเชื้อ HIV


โรคติดเชื้อไวรัสเฮชไอวี Human Immunodeficiency Virus (HIV) และโรคเอดส์เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยและการตายของประชากรอายุ 20 ถึง 50 ปี ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงานและเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

ในปัจจุบันมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมจากการศึกษาวิจัยในหลายประเทศที่แสดงว่า การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ที่เหมาะสมในการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV มีความปลอดภัยและมีประโยชน์ ที่สำคัญคือ

(1) การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์จะยืดอายุขัยของผู้ป่วย
(2) สามารถลดอัตราตาย
(3) ลดอัตราป่วยจากการติดเชื้อฉวยโอกาส
(4) ลดการรักษาด้วยยาป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส
(5) ลดโอกาสที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
(6) เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
(7) ทำให้ผู้ป่วยส่วนมากสามารถทำงานและดำรงชีวิตตามปรกติในสังคมไ

สรุปได้ว่าการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ที่เหมาะสมถือเป็นการรักษาที่คุ้มค่าในปัจจุบัน

รายงานจากกลุ่มประเทศยุโรป อัตราอัตราเสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลงจาก 65.4 เหลือ 3.4 (หน่วยเป็นต่อ 100 person-years ของการติดตาม) (อ้างอิงถึง Palella FJ Jr, Delaney KM, Moorman AC, et al. Declining morbidity and mortality among patients with advanced human immunodeficiency virus infection. HIV Outpatient Study Investigators. N Engl J Med, 1998; 338: 853-860)

รายงานการศึกษาจากประเทศบราซิลซึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์แก่ผู้ติดเชื้อทุกรายตั้งแต่ พ.ศ. 2538 โดยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 150,000 รายได้รับการรักษานั้น พบว่าอัตราเสียชีวิตจากโรคเอดส์และอัตราการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ HIV และโรคที่เกี่ยวข้องลดลงอย่างชัดเจน (อ้างอิงถึง Mocroft A, Vella S, Benfield TL, et al. Changing patterns of mortality across Europe in patients infected with HIV-1. EuroSIDA Study Group. Lancet 1998; 352:1725-30)

ส่วนการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ทำให้ค่ารักษาในโรงพยาบาลลดลงร้อยละ 60 (อ้างอิงถึง Santoro-Lopes G, de Pinho AM, Harrison LH, Schechter M. Reduced Risk of Tuberculosis among Brazilian Patients with Advanced Human Immunodeficiency Virus Infection Treated with Highly Active Antiretroviral Therapy. Clin Infect Dis. 2002; 34:543-6)

นอกจากนี้ยาต้านไวรัสเอดส์ในปัจจุบันมีราคาลดลงมากเหลือประมาณวันละ 40-60 บาทต่อวัน และมีแนวโน้มว่าราคาของยายาต้านไวรัสเอดส์จะลดลงเรื่อย ๆ ทำให้การรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ด้วยยาต้านไวรัสเอดส์มีความคุ้มค่ามากขึ้น

ดังนั้น การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ที่เหมาะสมในการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV จึงมีลักษณะคล้าย คลึงกับการรักษาโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่รักษาไม่หายขาด (เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น)

อย่างไรก็ตามแม้ว่ายาต้านไวรัสเอดส์จะมีราคาถูกลงมาก และผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้สมควรได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ แต่การใช้ยากลุ่มนี้อย่างไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตและก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ง่าย ซึ่งผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่ดื้อต่อยาจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาที่แพงขึ้นมากกว่า 10 เท่า และยาดังกล่าวมักมีผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นและรุนแรง

ที่มา :

คณะอนุกรรมการจัดทำแนวทางการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์สำหรับรักษาผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ HIV พ.ศ. 2546 ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

1. นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค (ประธานคณะอนุกรรมการ)
2. แพทย์หญิงพรรณพิศ สุวรรณกูล
3. นายแพทย์สุรพล สุวรรณกูล
4. นายแพทย์อัษฏา วิภากุ
5. แพทย์หญิงเพลินจันทร์ เชษฐโชติศักดิ์
6. นายแพทย์ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ
7. นายแพทย์สมสิทธิ์ ตันศุภสวัสดิกุล
8. แพทย์หญิงนฤมล พงศ์ศรีเพียร
9. นายแพทย์วิษณุ ธรรมลิขิตกุล
10. นายแพทย์สถาพร ธิติวิเชียรเลิศ
11. นายแพทย์เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม


แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 13
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:22
taworn09220's Profile


เอดส์ มหันตภัยที่ผู้ชายหยุดยั้งได้!

แคมเปญเอดส์โลกปี 2000 ของUNAIDS

"ผู้ชายสามารถช่วยแก้ไขปัญหาของการแพร่ระบาดของเอดส์ได้"




"6 มีนาคม 2000 (นิวเดลี) "


องค์การยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) ซึ่งเป็นโครงการร่วมแห่งสหประชาชาติในเรื่อง HIV/AIDS ได้ประกาศแคมเปญเอดส์โลกประจำปี 2000 ขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2000 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย แคมเปญนี้จะมุ่งเน้นให้ผู้ชายเห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการควบคุมและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเอดส์มากขึ้น


ปัจจุบัน ผู้หญิงทั่วโลกมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอดส์ เนื่องจากผู้หญิงไม่มีอำนาจในการที่จะกำหนดการมีสัมพันธ์ทางเพศได้มากนัก อีกทั้งโดยความเชื่อทางวัฒนาธรรมและสังคมเองแต่ในทางกลับกันยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของผู้ชายเองจำนวนผู้ชายที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์กลับสูงกว่าผู้หญิงในทุกภูมิภาคทั่วโลกยกเว้นในประเทศแอฟริกาแถบซับซาฮาร่าที่ผู้หญิงมีอัตราการติดเชื้อสูงกว่าผู้ชายและที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 25 ปี มีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้น


ดร.ปีเตอร์ พีออท ผู้อำนวยการขององค์การ UNAIDS กล่าวว่า "ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองผู้ชายว่าไม่ใช่ต้นเหตุหนึ่งของปัญหา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข เราจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ผู้ชายเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อช่วยชะลอการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ และยังช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันจะส่งผลดีต่อครอบครัวและคู่ของพวกเขาด้วย"


"ชายชาตรี"


สิ่งที่ท้าทายต่อความสำเร็จของแคมเปญนี้คือ ความพยายามที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชายในเรื่องของ "ความเป็นชายชาตรี" กับการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์


ผู้ชายโดยทั่วไปต้องการแสดงความเข้มแข็ง จิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าหาญและชอบสิ่งที่ท้าทาย ซึ่งทัศนคติเหล่านี้บางอย่างส่งผลให้ผู้ชายมีพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดเชื้อไปสู่คู่ของตน แต่ในทางกลับกัน ทัศนคติบางอย่างอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการรณรงค์ในครั้งนี้


เหตุผลที่ดีว่าทำไมผู้ชายจึงควรเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์มากขึ้นคือ ผู้ชายส่วนใหญ่จะมีคู่นอนที่มากกว่าผู้หญิง และมักจะมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นนอกจากภรรยาของตนซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งแก่ตนเองและคู่ของตน ความเสี่ยงยังเนื่องมาจากการต้องปกปิดเรื่องเพศสัมพันธ์ รวมทั้งความอายทำให้ชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กันไม่พยายามแสดงให้คู่นอนของตนรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอดส์อยู่ การรณรงค์ในครั้งนี้ยังมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่ผู้ชายในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนให้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ชายจะมีความเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพของตัวเองน้อยกว่าผู้หญิง


"สถานการณ์เสี่ยง"


นอกจากนี้สภาพการณ์บางอย่างทำให้ผู้ชายมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์สูง เช่น การที่ผู้ชายต้องไปทำงานห่างไกลครอบครัว ทำให้ต้องมีการนอกใจคู่สมรสหรือต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อหาความสุขจากหญิงอื่น ต้องดื่มของมึนเมาเพื่อคลายเครียด ลดความเหงา เป็นต้น ในบางกรณีการอยู่ สิ่งแวดล้อมที่มีแต่ผู้ชาย เช่น ในค่ายทหาร ในเรือนจำ อาจผลักดันให้ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน ภายใต้สภาวะกดดันรุนแรง เช่นในระหว่างสงครามหรือการอพยพผู้หญิงและเด็กผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของการกดขี่ทางเพศโดยผู้ชาย บางครั้งกระทำโดยบุคคลในครอบครัวของตน จากรายงานที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก พบว่าผู้หญิงจำนวน 1 ใน 3 ถูกทุบตีและถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม


"ชายชาตรีในยุคเอดส์"


ถึงเวลาแล้วที่ผู้ชายไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือคนงาน เป็นพ่อ ลูกชาย พี่ชาย น้องชายหรือเป็นเพื่อนต้องหันมามองว่า ตนมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้ออย่างไร และผู้ชายจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยชะลอการแพร่กระจายได้อย่างไร


จากการสำรวจพบว่าผู้ชายทั่วโลกมีบทบาทในการดูแลลูกหลานน้อยกว่าผู้หญิง ซึ่งปัญหาของการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ในปัจจุบัน พบว่า มีเด็กกว่า 11 ล้านคน ถูกทอดทิ้งให้เป็นเด็กกำพร้า และกำลังรอคอยความช่วยเหลือในเรื่องเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และการศึกษาจากผู้ใหญ่ ดังนั้นภายใต้โครงการนี้ผู้ชายควรได้รับการกระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เช่น มีส่วนร่วมในการแสดงความห่วงใยและดูแลครอบครัวของตนมากขึ้น


รายงานฉบับนี้เสนอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ผู้ชายปกติจะมีอายุขัยต่ำกว่าผู้หญิง และมีอัตราการตายสูงกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ ในสังคมที่เด็กชายถูกเลี้ยงดูด้วยความเชื่อที่ว่า "ผู้ชายคือเพศที่แข็งแรง" ทำให้มีการดำเนินชีวิตโดยเชื่อมั่นว่าตนจะไม่เจ็บป่วยหรือติดเชื้อได้ง่ายๆ เราจึงควรให้ความสนใจกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ชายหลายล้านคน โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง


ดร.พิออท กล่าวว่า "บ่อยครั้งที่การปฏิเสธการใช้สารเสพติดหรือการใช้ถุงยางอนามัย กลับถูกมองเป็นการกระทำที่ไม่เป็นชายชาตรี ซึ่งทัศนคติเช่นนี้ ทำให้การพยายามที่จะป้องกันการติดเชื้อเอดส์ไม่เป็นผล อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของผู้ชายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยชะลอการกระจายของเชื้อเอดส์ได้ อย่างตัวอย่างของบางประเทศในแอฟริกา อเมริกากลางและเอเชีย ที่คนขับรถบรรทุกทางไกลได้พยายามลดการมีเพศสัมพันธ์โดยลดจำนวนคู่นอนของตน และรู้จักการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ในประเทศไทยได้มีโครงการป้องกันการติดเชื้อในหมู่ทหารเกณฑ์อย่างประสบผลสำเร็จและในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา นักศึกษาต่างพยายามยืดเวลาการเริ่มมีเพศสัมพันธ์ออกไปและรู้จักการใช้ถึงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์


"สถานการณ์เอดส์"


อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ในกลุ่มผู้หญิงของแคมเปญเอดส์โลกยังคงดำเนินต่อไปด้วย เพียงแต่แคมเปญเอดส์โลกประจำปี 2000 นี้จะช่วยสนับสนุนการดำเนินการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์โดยรวม


จากสถิติที่พบในช่วงปลายปี 1999 พบว่ามีชาย หญิง และเด็กติดเชื้อเอดส์ และเป็นโรคเอดส์มากกว่า 33.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ 16.3 ล้านคน ได้เสียชีวิตไปแล้ว และในปี 1999 มีผู้รับเชื้อใหม่จำนวนถึง 5.6 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งในกุ่มนี้เป็นคนในแอฟริกาแถบซับซาฮาร่าถึง 3.8 ล้านคน และในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 1.3 ล้านคน


อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการรณรงค์นี้ ไม่ได้หมายความว่า โปรแกรมการป้องกันการเกิดโรคเอดส์ในผู้หญิงและเด็กหญิงจะหมดไป แต่ทั้งหญิงและชายต่างมีความสำคัญในการช่วยกันทำให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ





[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 24 ฉบับที่ 3-4 มีนาคม-เมษายน 2543]


แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 14
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:23
taworn09220's Profile


ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์เพิ่งจะมีการค้นพบมา 20 กว่าปี และทั่วโลกต่างหวาดกลัวเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้


ภูมิคุ้มกันบกพร่อง


ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงปี พ.ศ. 2542 Carlos Ribeiro Justiniano Chagas แพทย์ชาวบราซิล ค้นพบเชื้อที่ตอนนั้นคิดว่าเป็นโปรโตซัวชื่อ Pneumocystis carinii ซึ่งก่อโรคปอดบวม (Pneumonia) ในหนูและคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficiency) โรคปอดบวมนี้เรียกว่า Pneumocystis carinii pneumonia (PCP)


ต่อมา Otta Jirovec นักปรสิตวิทยาชาวเช็ก เสนอว่าเชื้อนี้ก่อในคนกับสัตว์เป็นคนละชนิดกัน แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่นอน


พ.ศ. 2524 Micheal Gottlieb แพทย์ชาวอเมริกันรายงานว่าพบผู้ป่วยที่เป็นชายรักร่วมเพศ 5 คนป่วยเป็นโรค PCP และอีก 5 เดือนต่อมาทั้งหมดก็ติดเชื้อไวรัส CMV ซึ่งมักจะเป็นในคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่หาสาเหตุไม่พบว่าภูมิคุ้มกันของคนเหล่านี้บกพร่องจากอะไร จึงเชื่อว่าเป็นโรคใหม่ เนื่องจาก 4 ใน 5 คนนี้ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงคาดว่าโรคที่พบใหม่นี้น่าจะติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์


พ.ศ. 2525 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา (CDC) ตั้งชื่อโรคนี้ว่า Acquired immunodeficiency syndrome หรือโรคเอดส์ (AIDS) นั่นเอง


พ.ศ. 2526 Luc Montagnier และทีมวิจัยจากสถาบัน Pasteur ในปารีสค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้โดยใช้ชื่อว่า Lymphadenopathy associated virus (LAV)


อีกหนึ่งปีต่อมา Robert Gallo และทีมวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาในบัลติมอร์ก็ค้นพบเชื้อไวรัสนี้เช่นกันโดยเรียกว่า human T -cell Lymphotrophic virus-lll (HTLV-lll) แต่ Gallo อ้างว่าตนเป็นผู้ค้นพบเชื้อนี้เป็นคนแรกทำให้เกิดการถกเถียงกัน ท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองเป็นเชื้อเดียวกันจึงให้ใช้ชื่อเดียวกันว่า human immunodeficiency virus (HIV) และถือว่าทั้งสองเป็นผู้ค้นพบร่วมกัน


ยา AZT


พ.ศ. 2528 Mitsuya และ Broder คิดค้นยาต้านไวรัสชื่อ Azidothymidine (AZT) ซึ่งเป็นยาตัวแรกของกลุ่ม NRTI ยา AZT นี้ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาผู้ป่วยเอดส์ในปี พ.ศ. 2530 แต่การใช้ยาเพียงตัวเดียวไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพมากนัก จึงมีการคิดค้นยาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง


พ.ศ. 2533 E. De Clercq ค้นพบยากลุ่ม NNRTI และในปีเดียวกันนั้นเอง Joe A. Martin และ Noel Roberts ก็ค้นพบยา Saquinavir ซึ่งเป็นยาตัวแรกของกลุ่ม PI ทำให้ปัจจุบันมียารักษาเอดส์อยู่ 3 กลุ่ม


พ.ศ. 2538 เริ่มใช้ยา 3 ตัวร่วมกันเป็นครั้งแรกโดยให้ยา NRTI 2 ตัว ร่วมกับยา NNRITI หรือ PI 1 ตัว เรียกการรักษาแบบนี้ว่า HAART พบว่าได้ผลดีมากแต่ค่าใช้จ่ายสูงคือ 20,000-35,000 บาทต่อเดือน


เมื่อเทคโนโลยีการตรวจดีเอ็นเอพัฒนาขึ้นก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเชื้อ Pneumocystis นั้นไม่ใช่โปรโตซัวแต่น่าจะเป็นเชื้อรา และเชื้อที่ก่อโรคในคนกับสัตว์เป็นคนละสายพันธุ์กันจริงๆ พ.ศ. 2542 เชื้อที่ก่อโรคในคนจึงได้รับการตั้งชื่อว่า Pneumocystis Jiroveci เพื่อเป็นเกียรติแก่ Jirovec ส่วนชื่อโรคนั้นให้เรียกว่า Pneumocystis pneumonia เพื่อให้ใช้อักษรย่อ PCP ได้ตามเดิม (จริงๆ แล้ว Freakle เสนอให้ใช้ชื่อ P. Jirveci ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 แต่ไม่ได้รับการยอมรับในขณะนั้น)


วัคซีนเอดส์


เมื่อพูดถึงโรคนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงวัคซีนปัจจุบันมีโครงการทดลองวัคซีนเอดส์ 33 โครงการทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะสะดุดอยู่ที่ Phase ll-ll


พ.ศ. 2542 มหาวิทยาลัยมหิดลทดลองวัคซีนชื่อ AIDSVAX B/E ของบริษัท VAXGEN INC. จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการทดลอง phase lll ที่กรุงเทพฯ มีอาสาสมัคร 2,500 คน โดยสรุปผลในปี พ.ศ. 2546


พ.ศ. 2545 องค์การเภสัชกรรมของไทยก็โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อสามารถรวมยาต้านไวรัส 3 ตัวไว้ในเม็ดเดียวกันได้สำเร็จ มีชื่อทางการค้าว่า GPO-vir ซึ่งลดค่าใช้จ่ายเหลือเพียง 1,200 บาทต่อเดือน กระทรวงสาธารณสุขจึงสนับสนุนยานี้ให้ทุกโรงพยาบาลของรัฐ


พ.ศ. 2546 AIDSVAX B/E ได้ข้อสรุปว่าไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค หลังการประกาศผลวิจัยหุ้นของVAXGEN INC. ร่วงลงทันที เมื่อการใช้วัคซีนตัวเดียวไม่ได้ผล มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับกรมแพทย์ทหารบกจึงทดลองใช้วัคซีน 2 ชนิดร่วมกัน โดยตัวแรกคือ ALVAC ของบริษัท Aventis Pasteur ของฝรั่งเศสเป็นวัคซีนปูพื้น(prime) และใช้ AIDVAX B/E เป็นวัคซีนกระตุ้น (booster) ซึ่งผ่าน phase l และ ll ไปแล้วปัจจุบันกำลังทดลองphase lll ที่จังหวัดชลบุรีและระยองโดยมีอาสาสมัครมากถึง 16,000 คน (นับเป็นโครงการที่มีอาสาสมัครมากที่สุด แต่คงต้องรอกันสักหน่อยเพราะโครงการนี้จะสรุปผลในปี พ.ศ. 2551)


อย่างไรก็ตาม สิทธิบัตรของวัคซีนดังกล่าวก็เป็นของบริษัทผู้ผลิต นักวิจัยไทยจึงร่วมมือกับญี่ปุ่นคิดค้นวัคซีนขึ้นมาเองคือ rBCG-Gag E และ rVaccinia-Gag E ผลการทดสอบในหนูพบว่าได้ผลดี ปัจจุบันกำลังทดสอบในลิง ถ้าได้ผลดีก็จะทดลองในมนุษย์ต่อไป


วัคซีน rBCG-Gag E และ rVaccinia-Gag E นี้เกิดจากการคิดค้นร่วมกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นกลับไปจดสิทธิบัตรเพียงผู้เดียว ไทยจึงทำการประท้วงจนในที่สุดก็ยินยอมให้จดสิทธิบัตรร่วมกัน


วัคซีนเอดส์ยังคงเป็นเพียงความหวัง ดังนั้น ทางที่ดีอย่าไปเสี่ยงดีกว่า ทำได้โดยไม่สำส่อนทางเพศและไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น


สำหรับผู้ที่มีประวัติเสี่ยงก็ขอให้รีบไปตรวจกับแพทย์ ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแล้วก็ควรไปรับการรักษาแต่เนิ่นๆ และที่สำคัญคือขอให้มันหยุดที่ตัวท่านเถิดอย่าไปแพร่ให้คนอื่นอีกเลย


(update 12 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา..นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 27 ฉบับที่ 320 ธันวาคม 2548]


แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 15
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:24
taworn09220's Profile


เชื้อเอดส์พบได้ที่ไหนบ้าง


น้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอดส์ทั้งนั้นมากบ้างน้อยบ้าง



ที่มีมาก : เลือด, น้ำอสุจิ, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว,น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่

ที่มีน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ

แทบจะไม่มี : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ



ทำไมน้ำหลั่งต่างๆ จึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน


ไวรัสมันชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีเชื้อไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน น้ำหนอง น้ำใดที่ไม่มีเลือด หรือเม็ดเลือดขาวปะปนก็มีปริมาณไวรัสน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ, เหงื่อ เป็นต้น


เชื้อเอดส์อยู่นอกร่างกาย อยู่ได้นานแค่ไหน


เชื้อเอดส์ร้ายก็จริง แต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่าง หรือแสงแดด ก็หงิกแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นเจี๊ยบ (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อาจอยู่ได้หลายวัน แต่ไม่ถึงสัปดาห์


เชื้อเอดส์อยู่ในร่างกายของสัตว์อื่นได้หรือไม่


มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นทีเอดส์จะมีชีวิตอยู่ได้ เอดส์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข, แมว, วัว, ควาย หรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตายในตัวยุง ไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้


โรคเอดส์ติดต่อได้กี่ทาง

โดยหลักๆ ก็มี 3 ทาง



1. เลือดและการถ่ายเลือด รวมทั้งใช้เข็มร่วมกัน เครื่องมือที่ไม่สะอาดมีคราบเลือดปนเปื้อน หรือมีบาดแผลแล้วไปสัมผัสกับเลือดหรือน้ำเหลืองของคนมีเชื้อเอดส์

2. ทางการร่วมเพศ รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายกับหญิง, ชายกับชาย, โดยร่วมเพศทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก ทั้งนี้รวมทั้ง oral sex โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อเอดส์

3. ทางมารดาสู่ทารก (vertical transmission) ส่วนใหญ่จะติดระหว่างการคลอด และส่วนน้อยที่ติดระหว่างอยู่ในครรภ์และระหว่างให้ลูกดูดนมแม่



แบบไหนเสี่ยงที่สุด


รับเลือดซิครับ โดยเฉพาะรับการถ่ายเลือดทั้งขวดติดเกือบ 100% แต่เดี๋ยวนี้เลือดทุกขวดได้รับการตรวจอย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล ส่วนการร่วมเพศโอกาสติดต่อน้อยกว่าเลือด ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ส่วนการติดจากแม่ไปสู่ลูก ถ้าแม่ไม่ได้รับยาต้านเอดส์ระหว่างตั้งครรภ์ ลูกมีโอกาสติด 25% แต่ถ้ารับยาระหว่างฝากครรภ์โอกาสลดเหลือ 12% และถ้าไม่ให้ลูกกินนมแม่ด้วย โอกาสก็ลดลงเหลือ 8%


สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด


แม้เลือดมีโอกาสติดต่อมากแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด เพราะการให้เลือดไม่บ่อยและได้รับการตรวจแล้ว แต่การมีเพศสัมพันธ์นั้นมีการกระทำที่บ่อยที่สุด จึงเป็นสาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด


นอกจาก 3 ทางหลักที่ติดต่อแล้ว มีทางอื่นอีกไหม


มีครับ แต่ก็น้อยยยยยยย...เช่น



การปลูกถ่ายอวัยวะ เปลี่ยนไต, ปลูกถ่ายไขกระดูก

ผสมเทียม ที่ใช้อสุจิผู้อื่นที่มิใช่สามี โดยไม่ได้ตรวจเลือดเจ้าของอสุจิก่อน

ฝังเข็ม เจาะหู สักยันต์

การใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน

ชกมวยมีเลือดออก




ติดหรือไม่ติด มีปัจจัยอะไรบ้าง


เอดส์ไม่ได้ติดกันง่ายๆ อย่างที่เข้าใจกัน ขนาดไปยุ่งกับคนมีเชื้อเอดส์ก็ไม่ได้แปลว่า จะต้องติดเสมอไป มันมีปัจจัยมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง



ปริมาณไวรัส (viral load) ถ้าสิ่งสัมผัสนั้นมีปริมาณไวรัสมาก โอกาสติดก็มาก ถ้ามีไวรัสน้อยก็มีโอกาสติดน้อย ปริมาณไวรัสเรียงลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ เลือด, น้ำอสุจิ, น้ำจากช่องคลอด

บาดแผล ผิวหน้ามีหน้าที่ปกป้องร่างกายไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าผิวหนังมีรอยแตกเป็นแผลก็มีโอกาส ส่วนเยื่อบุต่างๆ เป็นเยื่อบางๆ เช่น เยื่อบุในปาก ตา ช่องคลอด มีโอกาสเป็นรอยแผลเล็กๆ ได้ จึงต้องระมัดระวังอย่าให้เข้าปาก เข้าตา (เห็นหนังฝรั่งที่เขาใส่แว่นตาไหมครับ, หมอใช้ผ้าปิดปาก)

แผลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น แผลเริม แผลริมอ่อน แผลซิฟิลิส ก็เป็นแหล่งรอรับเชื้อเอดส์ได้เช่นกัน

ความบ่อยในการสัมผัส ร่วมเพศกับคนที่มีเชื้อเอดส์ครั้งเดียว อาจไม่ติดก็ได้ หรือถูกเข็มตำครั้งเดียวก็อาจไม่ติดก็ได้ขึ้นกับปัจจัยอื่นประกอบด้วย




พ่อเป็นเอดส์แต่แม่ไม่เป็น ลูกเป็นไหม


ไม่เป็นครับ ลูกที่ติดเอดส์จะต้องติดจากแม่เท่านั้น เชื้ออสุจิจากพ่อไม่มีเชื้อเอดส์ครับ (ยกเว้นน้ำของอสุจิ)


นมแม่ที่มีเชื้อเอดส์ติดลูกไหม


ติดครับ เดี๋ยวนี้เขาห้ามแม่ที่มีเชื้อเอดส์ให้ลูกดูดนม แต่ให้ใช้นมผงแทน ซึ่งได้รับการสนับสนุนแจกนมผงจากกระทรวงสาธารณสุข


oral ติดไหม


ออรัล หมายถึงการใช้ปากกับอวัยวะเพศ การใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อเอดส์ มีรายงานการแพทย์แล้วว่าติดได้ แต่การใช้ปากกับอวัยวะเพศหญิง ที่มีเชื้อเอดส์ยังไม่มีรายงานว่ามีคนติดโดยวิธีนี้ (แต่ก็มีโอกาส)


ประตูหลังติดง่ายกว่าประตูหน้า จริงหรือ


แต่ก่อนเชื่อว่าอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้เชื่อว่าประตูหน้าหรือประตูหลังก็มีโอกาสติดได้เท่าๆ กัน


อยู่บ้านเดียวกัน ติดกันไหม


ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ติด ถ้าเพียงแค่อยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน จับมือถูกต้องตัวกันตามปกติ นอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ซักเสื้อผ้าร่วมกัน แค่นี้ไม่ติดครับ


คู่นอนมีเชื้อเอดส์ มีโอกาสติดเรามากแค่ไหน


โอกาสรับเชื้อมีมาก มีมากก็แปลว่า ไม่ติดเสมอไป คนที่จะติดต้องมีการกระทำที่ "บ่อยๆ" หรือ "ซ้ำซาก" และขึ้นอยู่กับระยะเวลาด้วย ดังนั้นการร่วมเพศครั้งเดียวกับคนมีเชื้ออาจติดเอดส์ได้ ไม่ติดก็ได้ แบบซื้อลอตเตอรี่นั่นแหละครับ อาจถูกก็ได้ ไม่ถูกก็ได้ (แต่ติดเอดส์มีโอกาสมากกว่าถูกล็อตเตอรี่นะครับ) อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ใช่ภรรยาหรือสามีละก้อ ใส่ถึงยางอนามัยดีที่สุด เพราะพลาดแล้วไม่มีโอกาสแก้ตัว!!! อย่าเสี่ยงดีกว่า


จูบคุณคิดว่าไม่สำคัญ...


ก็ไม่สำคัญจริงๆ แหละ ในน้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยยยยยย... จูบธรรมดาๆ ไม่ติดหรอกครับ มีคนคำนวณว่าปริมาณน้ำลายที่มีเชื้อพอที่จะติดต่อกัน ต้องมีอย่างน้อย 1 ขวดลิตร!!!! ดังนั้น อย่าไปวิตกจริตมากนัก อยากจูบก็จูบไปเถอะ สำคัญอย่าไปกัดจนเลือดออกก็แล้วกัน อย่างนั้นเขาเรียกซาดิสแล้วครับ


น้ำลายติดไหม


น้ำลายมีเชื้อน้อย ถ้าจะติดต้องใช้น้ำลายเป็นจำนวนมาก มากขนาดเป็นลิตรๆ ถึงจะติดครับ แต่ก็ยังไม่เคยมีรายงานทางการแพทย์ว่ามีคนติดเอดส์จากน้ำลาย ถ้าคุณจะติดเอดส์จากน้ำลายละก้อคุณก็จะได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊คแน่นอนเลยครับ คนแรกของโลกที่ติดเอดส์จากน้ำลาย


ใช้มือช่วยจะติดไหม


การใช้มือช่วยให้คู่นอนจนถึงจุดสุดยอด ไม่มีอันตรายอะไรครับ แล้วถ้ามือมีแผลล่ะติดไหม ก็มีโอกาสแต่ก็น้อยครับ เสร็จกิจแล้วก็ล้างน้ำฟอกสบู่ให้สะอาด ถ้าได้น้ำอุ่นยิ่งดี เชื้อก็จะชักดิ้นชักงอตายไปกว่า 90% แล้ว


หญิงกับหญิง ติดไหม (Lesbian)


อยู่ที่คุณทำอะไรกันบ้าง ถ้าแค่กอดจูบ ลูบคลำก็ไม่ติด แต่ถ้าใช้ปากก็มีโอกาสบ้าง (ที่พูดนี่หมายถึงอีกฝ่ายมีเชื้อนะครับ ถ้าไม่มีเชื้อก็ไม่มีทางติดอยู่แล้ว) อย่างไรก็ตาม หญิงกับหญิง มักจะไม่สำส่อนเปลี่ยนคู่นอนบ่อยแบบชายกับชาย ดังนั้นโอกาสที่อีกฝ่ายจะรับเชื้อมาก่อนจึงมีน้อย


จูบหัวสิวติดไหม


การจูบแก้มที่มีหัวสิวไม่ติดหรอกครับ แต่ถ้าใช้ปากไปดูดหัวสิวด้วยความมันส์จนหัวสิวแตกมีเลือดออก แล้วคุณฟันผุเหงือกอักเสบด้วยละก้อ...มีโอกาสครับ มีโอกาสแปลว่าอาจจะแต่ไม่เสมอไป


ลงอ่างติดเอดส์ไหม


ลำพังลงอ่างเฉยๆ มันไม่กระไรหรอกครับ ที่มันติดก็เพราะไปเล่นจ้ำจี้กันมากกว่า ปกติเชื้อไวรัสเอดส์มักใจเสาะ โดนน้ำอุ่นในอ่าง โดนสบู่ จำนวนไวรัสก็ตายไปแยะแล้ว ยิ่งมาเจอปะปาเมืองไทย กลิ่นคลอรีนคลุ้งไปหมด เชื้อเอดส์ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ดังนั้นถ้าไปอาบน้ำเฉยๆ ก็สบายใจได้เลยครับ (ก็ไม่รู้จะไปทำไม...เน๊าะ...ถ้าไม่นาบด้วย)


ดูดนมหมอนวด ติดเอดส์ไหม


ถ้าไม่ใช่แม่ลูกอ่อน ไม่มีน้ำนม ก็ไม่ติดครับ จะดูดก็ดูดไปเห้อะ...


เที่ยวหญิงโสเภณี...ปลอกแตก...ติดไหม


ใจเย็นๆ ไว้โยม...หญิงโสเภณีโดยเฉพาะอาบอบนวดนั้น ไม่ได้เป็นเอดส์ทุกคนหรอก มีไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำไป ที่มีเลือดเอดส์บวก ถ้าคุณโชคดีไปเจออีก 95% ที่ไม่มีเชื้อเอดส์ ก็ย่อมไม่ติดเอดส์แน่นอน แต่ถ้าดวงซวยไปเจอพวกเลือดเอดส์บวกละก้อ ตัวใครก็ตัวใครละครับ...มีสิทธิ์...มีสิทธิ์ก็แปลว่า อาจติดก็ได้ ไม่ติดก็ได้ แล้วแต่ใครทำบุญมามากน้อยแค่ไหน (ถ้าถุงยางแตกและรู้ตัว รีบเปลี่ยนใหม่ทันทีจะช่วยได้แยะ ดังนันต้องมียางอะหลั่ยสำรองไว้เสมอ)


โสเภณีราคาแพง จะปลอดภัยไหม


ไม่แน่ดอกนาย...จริงอยู่พวกราคาถูกอาจมีโอกาสเลือดเอดส์บวกมากกว่าพวกราคาแพง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเอดส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัยรุ่น, นักร้อง, พวกสมัครเล่น...แสบกันมาแยะแล้วครับ อย่าลืมว่าเที่ยวอย่างปลอดภัย ต้องใส่ปลอกทุกครั้งทุกคน


เที่ยวหญิงโสเภณี แล้วจะมานอนกับภรรยาได้ไหม


"เที่ยว" หมายถึง การมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการหรือหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาตน ถ้าไม่ใส่ถุงยางอนามัยละก้อต้องงดการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาโดยเด็ดขาด แต่ก่อนนี้เราให้เวลา 2 สัปดาห์ แต่พอมีเอดส์ต้องอย่างน้อย 2-3 เดือนครับ จนกว่าจะตรวจเลือดให้ผลลบแล้ว แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยกับภรรยาไปก่อน


ใช้ห้องน้ำร่วมกับคนมีเชื้อเอดส์...ติดไหม


อุจจาระและน้ำปัสสาวะมีปริมาณไวรัสน้อยมาก จนไม่สามารถติดต่อกันได้ ดีไม่ดีโดนน้ำยาฆ่าเชื้อก็หงิกไปเลย ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดก็ไม่สามารถอยู่ในห้องน้ำได้นาน แม้จะสัมผัสถูกผิวหนังบางส่วนนอกร่างกายก็ไม่สามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดเป็นครั้งคราวก็จะช่วยได้แยะ เพราะน้ำยาเหล่านี้เป็นตัวฆ่าเชื้อเอดส์โดยตรงทีเดียว


กินอาหารกับคนมีเชื้อเอดส์ ติดไหม


ไม่ติดครับ น้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมากจนไม่ติดต่อกันได้ ถ้าเป็นอาหารร้อนๆ ยิ่งทำให้เชื้อเอดส์ตายเร็วขึ้น แม้เชื้อเอดส์จะลงสู่กระเพาะก็จะโดนกรดในกระเพาะทำลายไป ยังไม่เคยมีรายงานว่ามีคนติดเชื้อเอดส์โดยวิธีนี้ ถ้ากลัวมาก...จะใช้ช้อนกลางก็ดีครับ


คนทำอาหารมีเลือดออก จะติดไหม


เลือดที่หยดลงอาหาร ถ้าอาหารนั้นได้ผ่านการอุ่นหรือทำให้ร้อน 50 องศาเซลเซียส นานกว่า 15 นาที เชื้อเอดส์ก็ตายหมดแล้ว แต่ถ้าไม่ได้อุ่น แล้วเอามากินก็มีสิทธิ์ได้ (แต่ก็ไม่มาก) ถ้าปากเรา ฟันเรา เหงือกเรา ไม่มีแผล ไม่ผุ ไม่อักเสบ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าไหร่


ใช้สระว่ายน้ำด้วยกัน จะติดไหม


แม้จะมีเลือด น้ำเหลืองหรือน้ำอสุจิ หรือน้ำจากช่องคลอด น้ำปัสสาวะ ลงไปในสระ มันก็จะถูกเจือจาง (dilute) ไปจนปริมาณไม่เข้มข้นพอที่จะติดต่อได้ และคลอรีนในสระก็เป็นตัวฆ่าเชื้อที่ดีอีกด้วย ไม่มีอะไรต้องห่วงครับ


ยุงกัด ติดไหม


ยุงไม่ใช่พาหะนำเชื้อเอดส์ได้เหมือน ยุงลายนำเชื้อไข้เลือดออก หรือยุงก้นปล่องนำเชื้อมาลาเรีย

เชื้อเอดส์เองก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้นาน เมื่อยุงดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ไปแล้วไม่นาน เชื้อก็จะตายอยู่ในกระเพาะยุง เมื่อยุงไปกัดคนอื่นก็ไม่ติดต่อ

อีกอย่างเชื้อเอดส์ไม่สามารถแบ่งตัว (Duplicate) หรือเจริญเติบโตในกระเพาะยุงได้ จึงไม่สามารถเล็ดลอดไปสู่น้ำลายยุง จึงไม่ติดต่อ

แล้วปากยุงที่เพิ่งกัดคนมีเลือดเอดส์บวกล่ะ...ข้อนั้นไม่ต้องห่วง เพราะปากยุงมักไม่มีเลือดติดอยู่ หรือแม้จะมีก็น้อยมาก ไม่เหมือนเข็มฉีดยาที่อาจมีเลือดติดซ่อนอยู่ได้ ดังนั้นถึงแม้จะกัดคนหลายคนก็ไม่ติดครับ

เคยมีการศึกษา ให้ยุงไปกัดคนที่มีเชื้อเอดส์ หลังจากนั้น 4 ชั่วโมง เอายุงนั้นมาประหารแล้วตรวจหาเชื้อเอดส์ปรากฏว่าตรวจไม่พบเชื้อเอดส์

คิดง่ายๆว่า ถ้ายุงสามารถแพร่เชื้อเอดส์ได้จริง เราคงได้พบคนที่ไม่รู้ � โหน่ � เหน่ คนที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเอดส์กันเป็นแถวๆ แล้วซิครับ บ้านเรายุงแยะเสียด้วย


คนบ้า เที่ยวเอาเข็มมาไล่ทิ่มชาวบ้าน จะติดไหม


ถ้าคนบ้านั้นมีเลือดเอดส์ ใช้เข็มทิ่มตัวเองมีเลือดสดๆติดอยู่ ก็มีสิทธิ์ แต่ถ้านานเป็นชั่วโมง แล้วมาทิ่ม เชื้อก็จะตายไปแยะ โอกาสติดก็น้อยลงครับ


ใช้เสื้อผ้าร่วมกับคนมีเชื้อเอดส์ ติดไหม


ไม่ติดแน่นอน ไม่ว่าเสื้อผ้านั้นจะซักหรือไม่ซักก็ตาม เพราะเหงื่อ (หรืออาจมีน้ำลายด้วย) ไม่มีปริมาณมากพอที่จะก่อโรคได้ (แม้เรามีแผลก็ตาม) ยิ่งถ้าได้ซักก่อนโดนผงซักฟอก โดนเครื่องซักผ้าหมุนติ้วอย่างนั้นมันก็เวียนหัวตายไปแล้วครับ


ทะเลาะกัน ชกกันจนเลือดออก ติดไหม


แหม่...น่าคิดนะ...ดังนั้นจึงไม่ควรไปมีเรื่องกับคนมีเชื้อเอดส์นะครับ โดยเฉพาะพวกขี้ยาติดยาเสพติดทั้งหลาย


โดนกัดล่ะ ติดไหม


ถ้ากัดไม่เข้า กัดเบาๆ แบบหยอกล้อกัน ไม่มีแผลก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ถ้ากัดจริงๆ กัดจนมีแผลก็มีโอกาส (แปลว่ามีสิทธิ์ มีสิทธิ์แปลว่าอาจติดก็ได้ ไม่ติดก็ได้) แต่อย่างไรก็ตาม สบายใจได้หน่อยว่า ปริมาณเอดส์ในน้ำลายมีน้อย ถ้าโดนกัดรีบไปล้างก็จะปลอดภัยขึ้น


หมากัดคนมีเชื้อเอดส์ แล้วมากัดเรา ติดไหม


ถ้ากัดคนมีเลือดเอดส์บวก เลือดก็คงยังเละอยู่ในปากหมา เมื่อมากัดอีกคนต่อทันทีก็มีสิทธิ์ครับ แต่ถ้ากัดหลายชั่วโมงมาแล้ว ค่อยมากัดอีก โอกาสก็ยิ่งน้อยไปอีก

ผมว่าถ้าหมาเที่ยววิ่งไล่กัดคนโน้นคนนี้ สิ่งที่น่ากลัวกว่าเอดส์ก็คือ โรคหมาบ้า เป็นแล้วตายในเจ็ดวัน เป็นเอดส์ยังมีเวลาเป็นสิบปี แถมมียายับยั้งเชื้อ แต่โรคหมาบ้านี้ ไม่มีอะไรรักษาหรือยับยั้งได้เลย เป็นแล้วตายอย่างเดียว และตายในไม่กี่วันด้วยน่ากลัวกว่าเอดส์เป็นไหนๆ


ทำฟันล่ะ ติดไหม


ถ้าเป็นทันตแพทย์ปริญญา หรือตามโรงพยาบาลก็ไม่มีอะไรต้องห่วง เพราะหมอก็กลัวติดเอดส์เหมือนกัน ดังนั้นหมอเขาจึงต้องทำลายเชื้อและป้องกันอย่างดีที่สุด เครื่องมือเครื่องใช้กับคนหนึ่งแล้ว ต้องมีกรรมวิธีที่จะทำลายเชื้อ ชนิดว่าหมดจรดจริงๆ จึงจะนำไปใช้กับคนไข้รายต่อๆ ไปได้


จะผ่าตัดต้องได้รับเลือด จะปลอดภัยไหม


ปัจจุบันเลือดที่ได้รับจากสภากาชาด หรือของโรงพยาบาลแน่ใจได้เลย ว่าได้ผ่านการตรวจมาแล้วทุกขวดปลอดภัยเกือบ 100%...เอ๊ะหมายความว่ายังไง ก็หมายความว่า ถึงกระนั้นโอกาสตรวจผิดหรือเลือดมีเชื้อแต่ยังไม่ให้ผลบวกก็มี แต่ก็น้อยยยยย....มากๆ ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไร ถ้ากลัวมากก็เอาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ท่านแน่ใจว่าไม่มีเอดส์มาช่วยบริจาคจะปลอดภัยขึ้น

แต่ถ้าเป็นเลือดสามล้อ ตุ๊กๆ ที่มารอขายอยู่หน้าโรงพยาบาลอย่าเสี่ยงดีกว่า อาจได้รับของแถมโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ถ้าอยู่ในภาวะฉุกเฉินหรือคับขันไม่มีเลือดจริงๆ แล้วถ้าไม่ได้เลือดต้องตายแน่ๆ ในบัดเดี๋ยวนั้น ถึงจะเป็นเลือดเสี่ยงก็ต้องเอา เป็นเอดส์ตายอีกสิบปีข้างหน้า ดีกว่าต้องมาตายต่อหน้าต่อตาตรงนั้น จริงไหมครับ

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน เช่น คุณจะต้องผ่าตัดที่หมอนัดล่วงหน้านานๆ ถ้าคุณกลัวเอดส์มาก คุณก็อาจไปบริจาคเลือดตัวเองเก็บสำรองไว้ล่วงหน้าก่อนการผ่าตัดไม่นานนัก เมื่อผ่าตัดและต้องใช้เลือดก็เอาเลือดของคุณเองมาใช้ วิธีนี้เขาเรียกAutotransfusion ก็สามารถกระทำได้ครับ


บริจาคเลือด จะติดเอดส์ไหม


ไม่ติดแน่นอนครับ เพราะเข็มที่ใช้จะใช้เข็มใหม่ทุกครั้งและเครื่องไม้เครื่องมือก็ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างดีแล้วทั้งสิ้น เลือดที่รับบริจาคมา จะได้รับการตรวจเอดส์ทุกรายเป็นการทราบผลตรวจเอดส์ฟรีด้วยครับ


สรุปเป็นเปอร์เซนต์การติดได้ไหม



รับเลือดจากผู้ติดเชื้อเอดส์ โอกาสติดมากกว่า 90 %

ทารกในครรภ์มารดาที่มีเชื้อ โอกาสติด 12-15 % แต่ถ้ากินยาป้องกันก็จะลดลงเหลือ 8 %

ร่วมเพศโดยไม่ใช้ถุงยางกับหญิงที่มีเชื้อ โอกาสติด 0.1-1.0 % ต่อหนึ่งครั้ง เพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้ง

ร่วมเพศโดยใช้ถุงยางกับหญิงที่มีเชื้อ แต่ถุงแตกหรือหลุด โอกาสติด 0.1-1.0 % ต่อหนึ่งครั้ง เพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้ง

ร่วมเพศทางทวารหนัก กับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ป้องกัน โอกาสติดติดเชื้อเอดส์ 0.1 – 3.0%

ฉีดยาเสพติดด้วยเข็มที่มีเชื้อ โอกาสติด 1 % ต่อหนึ่งครั้ง เพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้ง

ถูกเข็มที่ขี้ยาทิ้งไว้บนที่นั่งในโรงหนังทิ่มก้น โอกาสติดเชื้อ 0.4 %

บุคคลากรทางการแพทย์ถูกเข็มตำ โอกาสติด 0.5 %


ความเข้าใจผิดกับการติดเอดส์



มีหลายคนไปเที่ยวหมอนวดแล้วแทนที่จะมีความสุข กลับมาทุกข์ใจ แล้วมา post ถามว่า อย่างนี้ผมจะติดเอดส์ไหม


จะสรุปสั้นๆว่า เท่าที่เคยเจอมา ที่ติดเชื้อ HIV ให้เห็นนั้น เป็นประเภทมีเพศสัมพันธ์โดยการสอดใส่แล้วไม่ได้ป้องกันเท่านั้น ส่วนที่น้ำไหลั่งมาโดนผิวข้างนอกแล้วติด HIV ยังไม่เคยเจอ


กรณีที่ใช้ถุงยางอนามัยแล้ว ใช้อย่างถูกต้อง ไม่รั่ว ไม่แตก ไม่หลุด ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลอะไรอีก


อวัยวะส่วนที่ถุงยางคลุมไม่ถึง คือตรงโคน อาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างอื่นได้ เช่น เริม แผลริมอ่อน ซิฟิลิส โลน หรือโรคผิวหนังอื่นๆ


แผลที่ผิวหนังที่จะติดได้ คือแผลสดเท่านั้น (แต่ก็ใช่ว่าจะติดได้ง่ายๆ ) ถ้าแผลแห้งมีเกร็ดเลือดมาปิดแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นแผลสด โดยทางเทคนิคแล้วแผลสดๆมีน้ำเลือดน้ำเหลืองเยิ้ม ก็เป็นช่องทางที่เชื้อ hiv จะเข้าสู่ร่างกายได้ จะถือว่าไม่สดโดยปกติก็หลายชั่วโมงผ่านไปแล้วจึงจะปลอดภัย แผลสดถ้าเป็นแผลลึกหรือแผลใหญ่อาจใช้เวลานานกว่านั้น


หนังที่นิ้วหรือหัวหน่าวจะหนากว่าเยื่อบุในท่อปัสสาวะ ในช่องคลอด หรือทวารหนัก โอกาสติดก็มีน้อยกว่า แต่ก็ควรสังวรณ์ นิ้วไม่ซุกซนไว้แหละดี


oral sex ติดไหม

@ตอบ... ผู้ถูกกระทำ โอกาสติด HIV จากน้ำลายยังไม่เคยเจอ

ส่วนผู้กระทำคือผู้ใช้ปาก โอกาสติดก็มี เพราะในน้ำหลั่งชาย น้ำหลั่งหญิงมีเชื้อเป็นจำนวนมาก ถ้าในปากมีการอักเสบ ฟันผุ เหงือกอักเสบ ก็เป็นช่องทางให้เชื้อเข้าไปได้ และก็เคยมีรายงานการติด HIV ในรายชายรักเพศเดียวกันมาแล้ว แม้มีไม่กี่ราย แต่ก็เป็นไปแล้ว


อาบน้ำเฉยๆติดไหม

@ตอบ... แหม...คิดมากไปแล้วครับ อาบน้ำในอ่างเดียวกับหมอนวด ถึงแม้หมอนวดจะมีเชื้อ HIV น้ำหลั่งของเธอจะออกมาปนกับน้ำอาบ พอโดนน้ำร้อนบวกคลอรีน เชื้อก็ตายหมดแล้วครับ


มีอะไรกันเสร็จแล้ว ถอดถุงยางแล้วเอาน้องชายไปล้างในอ่างจะติดไหม

@ตอบ... ไม่ติดหรอกครับ แต่น้ำนั้นก็ไม่ค่อยสะอาด ใช้น้ำหัวฉีดดีกว่าครับ


เสร็จกิจแล้ว อย่าแช่นานจนน้องชายเหี่ยว ถุงจะหลุด เวลาถอนสมอก็ใช้กระดาษทิชชูจับโคนถุงยางไว้ด้วย ไม่งั้นอาจโดนหนีบ น้องชายออกมาแต่ถุงคาอยู่ในนั้นได้


เวลาถอดถุงยางให้ใช้กระดาษทิชชูจับโคนถุงยางแล้วค่อยๆรูดออก แล้วทิ้งถังขยะ แต่ถ้าจะทดสอบรอยรั่ว ก็รองน้ำจากก็อก

ถ้าน้ำของหญิงโดนนิ้วจะติดไหม....ดูข้อ 4.


ผมไปเที่ยว ออน. มา 20 วันแล้ว ตอนนี้มีอาการ ตัวร้อน คอร้อน เป็นบางครั้ง มีเสลดในลำคอ ไม่ยอมหาย หายใจออกมาร้อนมากเลยครับ ผมมีโอกาสเป็นโรคเอดส์ริเปล่า

@ตอบ... อาการเอดส์ไม่ออกเร็วปานนั้นหรอกครับ เอดส์จะแสดงอาการต้องหลังจากรับเชื้อหลายปีแล้ว ดังนั้นถ้าไปเสี่ยงมาแค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน(ยังไม่ถึงปี)แล้วมีอาการอะไรก็ตาม ไม่ใช่เป็นอาการจากเอดส์แน่นอน อาจเป็นจากโรคอื่นได้ แนะนำให้ไปหาหมอตรวจรักษาเสีย ก็จะหายครับ


อาการคันตามตัวแล้วเกาเกิดเป็นแผลและมีหนองขึ้นเป็นตุ่มเกิดจากอะไรครับหลังเสี่ยงมาได้1เดือนครับ

@ตอบ... เป็นโรคผิวหนังธรรมดา แนะนำให้ไปหา � รคผิวหนังเพื่อตรวจ รักษา

เอดส์จะแสดงอาการต้องหลังจากรับเชื้อหลายปีแล้ว ดังนั้นถ้าไปเสี่ยงมาแค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน(ยังไม่ถึงปี) แล้วมีอาการอะไรก็ตาม ไม่ใช่เป็นอาการจากเอดส์แน่นอน


ผมเที่ยวมา หลังจากเที่ยวได้ 3-4 วันคอแห้งลิ้นแห้งพอไปดูกระจกเห็นลิ้นเป็นฝ้าขุยที่โคนลิ้นตกใจและนอนคิดเครียดมากผม ผมจะติดเอดส์ไหม

@ตอบ... อาการที่ว่าไม่เกี่ยวกับเอดส์แน่นอน (ส่วนจะติดหรือไม่ติดก็เป็นอีกเรื่อง)

เอดส์จะแสดงอาการต้องหลังจากรับเชื้อหลายปีแล้ว ดังนั้นถ้าไปเสี่ยงมาแค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน(ยังไม่ถึงปี)แล้วมีอาการอะไรก็ตาม
ไม่ใช่เป็นอาการจากเอดส์แน่นอน


ตอนนี้มีอาการเป็นตุ่มเม็ดเลือดแดง ๆ เม็ดเล็ก ๆ ตามแขน หลังจากไปเสี่ยงมา 23 วัน อาการที่ว่านี้เป็นโรคเอดส์ริเปล่า เป็นเม็ดเลือดแดง ๆ เม็ดเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังครับคุณหมอ

@ตอบ... อาการที่ว่าเป็นเรื่องโรคผิวหนังธรรมดาทั่วไป ไม่เกี่ยวกับเอดส์แน่นอน (ส่วนจะติดหรือไม่ติดก็เป็นอีกเรื่อง)
แนะนำให้ไปหา � รคผิวหนังรักษาเสีย จะได้หายไม่ต้องมากังวลใจอีก

เอดส์จะแสดงอาการต้องหลังจากรับเชื้อหลายปีแล้ว ดังนั้นถ้าไปเสี่ยงมาแค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน(ยังไม่ถึงปี) แล้วมีอาการอะไรก็ตาม ไม่ใช่เป็นอาการจากเอดส์แน่นอน


ผมไปเทั่ยวอย่างว่ามาเมื่อสองเดือนที่แล้ว ตอนนี้มีอาการออกร้อนวูบวาบ บางวันก็มีอาการท้องเสียบ่อยๆ ผมจะติอเอดส์ไหม

@ตอบ... เอดส์จะแสดงอาการต้องหลังจากรับเชื้อหลายปีแล้ว ดังนั้นถ้าไปเสี่ยงมาแค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน(ยังไม่ถึงปี) แล้วมีอาการอะไรก็ตาม ไม่ใช่เป็นอาการจากเอดส์แน่นอน อาการของคุณน่าจะเป็นรื่องท้องเสียธรรมดาทั่วไป ที่บังเอิญมาเกิดตอนนี้แล้วใจคุณก็หวั่นโรคเอดส์ก็เลยจับเอามาเกี่ยวข้องกัน ไม่มีอะไรหรอก ไปหาหมอรักษาก็หายครับ


ไปเที่ยวสวมถุงชั้นเดียวหรือสองชั้นดีกว่าครับ ระหว่างใส่แค่ชั้นเดียว หรือกับใส่ทีเดียวสองชั้นอย่างไหนจะดีกว่าครับ

@ตอบ... เดี๋ยวนี้เขา ..พัด ตะ นา แล้วววว...ชั้นเดียวก็พอครับ


เอานิ้วใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้ญ.จนนิ้วเลอะนํากามทั้งนิ้วจะเป็นเอดส์ได้ไหมครับ

@ตอบ... สงสัยคนถามจะเป็นสมาชิก "ชมรมผู้นิยมจุ้มจิ่ม" ละมัง....เอดส์ไม่ได้ติดง่ายๆอย่างนั้นหรอครับ ถึงจะมีแผลบ้างก็ใช่จะติดง่ายๆ ถ้าไม่เอา"เจ้าตัวยุ่ง"สอดใส่ ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง




นพ.รุ่งโรจน์ ตรีนิติ




แจ้งลบ
 
 




ความคิดเห็นที่ 16
จากคุณ :- taworn09220 Sat 30 Sep 2549 10:25
taworn09220's Profile


หนองในแท้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยในช่วง 20 -30 ปีก่อน เรียกว่าเป็นพระเอกเลยทีเดียว จวบจนมีโรคเอดส์เข้ามา มีการรณรงให้ใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้น โรคหนองในก็หายหน้าหายตาไปนาน จวบจนช่วงกลางปี 2546 เริ่มพบหนองในแท้มากขึ้นพร้อมกับข่าวร้ายที่ตามมาด้วย คือเชื้อนี้ดื้อยากินจนไม่อาจใช้ยากินรักษาได้อีกต่อไป


หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาหายขาดได้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae สามารถเกิดได้ทั้งที่อวัยวะสืบพันธุ์ มดลูก ปากมดลูก ช่องท้อง ในช่องปาก ทวารหนัก หรือแม้แต่นัยน์ตาทารกแรกเกิด


สำหรับผู้หญิงบางคนรับเชื้อมาแล้วไม่มีอาการหรือมีตกขาวเล็กน้อย ไปซื้อยากินเองอาการสงบลงทำให้เข้าใจว่าไม่เป็น จะมาทราบอีกครั้งก็เมื่อมันลามเข้ามดลูก ไปสู่ปีกมดลูก ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ปีกมดลูกอักเสบ ทำให้เกิดท้องนอกมดลูก หรือเป็นหมันในที่สุด


อาการและการแสดง


ฝ่ายชาย หลังรับเชื้อมา 2 - 5 วันก็จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองไหลจากท่อปัสสาวะ แต่บางรายอาจรวดเร็วทันตาเห็น ไหลในวันรุ่งขึ้นก็เคยเจอ หรือบางรายอาจนานเป็นเดือนแล้วจึงค่อยมีอาการก็มี แต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่มักราว 2 - 5 วันนั่นแหละ มีหลายรายยังซื้อยากินเองแล้วอาการสงบไป ผ่านไปเป็นสัปดาห์ มาอีกทีก็เกิดโรคแทรกซ้อน อัณฑะบวมยากต่อการรักษา หรือบางรายอาจถึงกับเป็นหมันไปก็มี


ส่วนฝ่ายหญิง บางรายอาจไม่มีอาการ รับเชื้อมาไว้เฉยๆก็เจอบ่อยๆ จะมาทราบอีกครั้งก็เมื่อชายที่มามีเพศสัมพันธ์ด้วยเกิดการติดเชื้อไป ส่วนคนที่รับเชื้อแล้วมีอาการ อาการที่เป็นก็เช่น ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะมีเลือด มีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ มีตกขาวสีเหลืองออกเขียวเป็นต้น


ส่วนรายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เมื่อติดเชื้อก็จะมีอาการคันหรือระคายเคืองที่ทวารหนัก อาจมีเมือกหรือหนองออกมาทางทวารหนักเช่นเดียวกับในท่อปัสสาวะ


มีคนเข้าใจผิดมากๆหลายราย ที่เข้าใจว่าเวลาไปเที่ยวไม่ใช้อวัยวะสอดใส่ แต่ให้หญิงบริการใช้ปากกับอวัยวะเพศของตนแล้วจะปลอดภัย คนที่เข้าใจอย่างนี้แสบมาแยะแล้ว เพราะในลำคอของหญิงบริการเหล่านี้ มีเชื้อโรคหนองในแท้อาศัยพักอยู่ เพราะเธอก็ไปใช้ปากให้กับผู้ใช้บริการรายอื่นมาก่อน เมื่อมาใช้ปากกับท่าน เชื้อหนองในเลยกระโดดมาติดอวัยวะของท่าน แบบนี้มาฉีดยาแยะแล้วนะครับ จะใช้ปากก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยนะครับ


การตรวจวินิจฉัย


การตรวจวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ เห็นคนไข้บ่อยๆ บางครั้งแค่ฟังประวัติและเห็นลักษณะหนองก็บอกได้แล้วว่าใช่หรือไม่ใช่ ส่วนการตรวจยืนยัน คือการเอาหนองมาย้อมเชื้อส่องกล้องดู


รูปลักษณะหนอง





รูปลักษณะเชื้อเมื่อดูจากกล้อง




คลิกเพื่อดูภาพใหญ่




นอกจากการวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ถ้าตรวจหาเชื้อไม่เจอ แต่สงสัยมากๆ ก็อาจเอาหนองมาเพาะเลี้ยงเชื้อก็ได้ ใช้เวลา 2 - 3 วันก็รู้ผล หรือปัจจุบันจากน้ำปัสสาวะหรือของเหลวจากปากมดลูกก็อาจนำมาตรวจหา DNA ของเชื้อก็ยังได้


ถ้าไม่รักษา อะไรจะเกิดขึ้น


ถ้าไม่รักษา (หรือรักษาเองอาการสงบไป) เชื้ออาจลามลงอัณฑะทำให้อัณฑะอักเสบบวมเจ็บเป็นเหตุให้เป็นหมันหรืออาจลามเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดข้ออักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หรือแม้แต่เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้


อาการแทรกซ้อนสำหรับฝ่ายหญิงคือทำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเชิงกราน หรือปีกมดลูกอักเสบ บางรายเป็นก้อนหนองที่ปีกมดลุกก็เคยมีให้เห็น ทำให้ท่อตีบตันอาจทำให้เป็นท้องนอกมดลูกตามมา หรืออาจเป็นหมันไปเลยก็ได้ ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาสาธารณสุขต่อไป


แต่ที่น่าเป็นห่วงกังวลกว่านั้นก็คือ เมื่อท่านติดเชื้อหนองในได้ ท่านก็อาจติดเชื้อ hiv ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเธอรับเชื้อหนองในมาได้ เธอก็อาจรับเชื้อ hiv มาด้วยได้เช่นกัน


การรักษา


ในตำรากล่าวถึงยารับประทานหลายตัวสามารถรักษาหนองในแท้ได้ แต่ในทางปฏิบัติจริงเชื้อเหล่านี้ดื้อยา จนไม่อาจใช้เป็นแนวทางรักษาได้แล้ว ต้องใช้ยาฉีดอย่างเดียว ดังนั้นถ้าท่านไปมีเพศสัมพันธ์แล้วมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นหนองในแท้ อย่ามัวเสียเวลาซื้อยากินเอง มิฉะนั้นเชื้อจะหลบจนท่านตายใจว่าหายแล้ว สุดท้ายจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจนยากจะเยียวยาได้


(update 22 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา...คลินิกรัก ดอท คอม ]

แจ้งลบ
 
 





[ ระบบสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]